ข้อมูลเกษตรกรรมโดยทั่วไป
พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดนครปฐมถูกใช้เพื่อการเกษตรกรรมทั้งด้านพืช
ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง ประมาณ
ร้อยละ 62.56 ของพื้นที่ทั้งหมด หรือประมาณ 847,920
ไร่ สภาพการเกษตรโดยทั่วไปเกษตรกรจำแนกพื้นที่ทำการเกษตรตามภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างลงตัว
พื้นที่ดอนปลูกพืชไร่ เลี้ยงสัตว์ พื้นที่ราบลุ่มปลูกข้าว
พืชผัก ไม้ผล เลี้ยงปลา ประกอบกับมีระบบชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ
76 ของพื้นที่ทั้งหมด มีแม่น้ำท่าจีนไหลผ่านจาก
ทิศเหนือสู่ทิศใต้ และคูคลองแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่
ประชากรเกษตรกระจายในทุกพื้นที่ (ยกเว้นเขตเทศบาล)
โดยมีประชากรเกษตรประมาณ 4.2 คน ต่อ ครัวเรือน
เกษตรกรส่วนใหญ่มีความรู้ มีประสบการณ์ และเป็นเกษตรกร
หัวก้าวหน้า ด้วยปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้จังหวัดนครปฐมมีศักยภาพในการเกษตรกรรม
สำหรับการผลิตทางด้านการเกษตร
เกษตรกรคำนึงถึงการผลิตที่ปลอดภัยจากสารเคมีไม่ว่าจะเป็นสาขาพืช
สาขาปศุสัตว์ และสาขาประมง โดยนำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับใช้ในการเกษตรเพื่อให้ผลิตผลมีปริมาณและคุณภาพ
ผลิตผลการเกษตรใช้เพื่อการบริโภคภายในจังหวัด
และส่งไปจำหน่ายยังกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง
บางส่วนส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยในปี 2544
มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสาขาเกษตรกรรม
มีมูลค่าประมาณ 7,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี
2543 คิดเป็นร้อยละ 7.1 ซึ่งทำรายได้ให้กับจังหวัดในลำดับที่
3 รองจากสาขาการบริการและสาขาอุตสาหกรรม ตามลำดับ
สาขาพืช
สภาพการเพาะปลูกโดยทั่วไปจะสอดคล้องตามลักษณะและศักยภาพของดิน
ส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว พืชที่ปลูกได้แก่
ข้าว รองลงมาเป็นไม้ผล พืชไร่ พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ
การปลูกข้าวเกษตรกรทำนาปีและนาปรังกระจายทุกอำเภอโดยในปี
2546 พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 377,957ไร่ และข้าวนาปรัง
404,162 ไร่ พันธุ์ข้าวที่ใช้ กข.35 สุพรรณบุรี
1 ปทุมธานี 1 ชัยนาท 1 ผลผลิตเฉลี่ย 851 กก. ต่อไร่
ผลผลิตมีโรงสีหรือพ่อค้ามารับซื้อถึงแปลงเกษตรกร
ไม้ผลปลูกกันหลายชนิดและกระจายทุกอำเภอ เกษตรกรที่ปลูกไม้ผลมีความชำนาญและประสบการณ์สามารถนำเทคโนโลยีมาพัฒนาผลผลิตให้ออกนอกฤดูและพัฒนาพันธุ์เพื่อการจำหน่าย
ไม้ผลมีพื้นที่ปลูกประมาณ 108,268 ไร่
ไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ส้มโอ ฝรั่ง ชมพู่
มะม่วง และมะพร้าวน้ำหอม โดยเฉพาะส้มโอและมะพร้าวน้ำหอม
เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดมีตลาดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับพืชไร่ที่นิยมปลูกและทำรายได้คือ อ้อยโรงงานจะปลูกกันมากที่อำเภอเมือง
อำเภอกำแพงแสน และอำเภอดอนตูม โดยในปี 2546 มีพื้นที่ปลูกประมาณ
67,808 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่ พืชผักเกษตรกรปลูกกันเกือบทุกชนิดกระจายทุกอำเภอมีพื้นที่ปลูกประมาณ
57,946 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 104,295 ตัน กระบวนการผลิตให้ความ
สำคัญกับพืชผักปลอดสารพิษมากขึ้น โดยมีการรวมกลุ่มผลิตตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม
ผลผลิตมีบริษัทมารับซื้อถึงแปลงเกษตรกร อาทิ ผักบุ้ง
หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดฝักอ่อน พริก กระเจี๊ยบเขียว
ในด้านไม้ดอกไม้ประดับถึงแม้จะมีพื้นที่ปลูกน้อยประมาณ
12,892 ไร่ เมื่อเทียบกับพืชอื่น ๆ แต่ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัด
ไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญได้แก่ กล้วยไม้ มะลิ
กุหลาบ รัก โดยเฉพาะ
กล้วยไม้เกษตรกรให้ความสำคัญการผลิตตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสมเช่นเดียวกับพืชผัก
มีพื้นที่ปลูกประมาณ 6,125 ไร่ ผลผลิตประมาณ 52,252
ตัน กล้วยไม้มีตลาดจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ
สาขาด้านปศุสัตว์
ด้วยศักยภาพพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรมสาขาปศุสัตว์เป็นสาขาที่เกษตรกรให้ความสนใจ
เกษตรกรจังหวัดนครปฐมเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด
เช่น สุกร โคนม โคเนื้อ ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็ด
กระจายอยู่ในทุกอำเภอ เกษตรกรใช้เทคโนโลยีพัฒนาการเลี้ยงทำให้ผลผลิตต่อหน่วยและปริมาณผลผลิตสูง
ในการเลี้ยงยังขาดการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดมลภาวะทางน้ำและอากาศ
สัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดได้แก่ สุกร และโคนม
สุกรเลี้ยงกันมากในเขตอำเภอเมืองและอำเภอสามพราน
ส่วนอำเภออื่น ๆ มีเลี้ยงบ้างแต่ไม่มากนัก การเลี้ยงสุกรของจังหวัดนครปฐมค่อนข้าง
อิ่มตัว เนื่องจากถูกจำกัดด้วยพื้นที่เลี้ยงและสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะมาตรฐานของฟาร์มซึ่งเป็นปัญหากับเกษตรกรรายย่อยที่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากขาดเงินทุน
จำนวนสุกรจากการสำรวจในปี 2545 มีจำนวนประมาณ
677,311 ตัว ลดลงจากปี 2543 ร้อยละ 41.08 หรือประมาณ
471,927 ตัว ในด้านโคนมเลี้ยงกันทุกอำเภอ เลี้ยงกันมากที่อำเภอเมือง
อำเภอกำแพงแสน มีจำนวน 15,552 ตัว การจำหน่ายน้ำนมดิบมีแหล่งรับซื้อทั้งในจังหวัดและนอกจังหวัด
อาทิ สหกรณ์โคนมหนองโพ และศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบเอกชน
สาขาประมง
ด้วยสภาพโดยทั่วไปของจังหวัดที่มีความสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำเหมาะแก่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยิ่ง
จึงทำให้มี
การกระจายการเลี้ยงในทุกอำเภอ เกษตรกรมีความรู้และนำเทคนิคใหม่
ๆ มาปรับใช้อยู่ในฟาร์มตลอดเวลา การเลี้ยงมีทั้งปลากินพืช
ปลากินเนื้อ และกุ้งก้ามกราม โดยเฉพาะ กุ้งก้ามกรามมีการเลี้ยงกันมากเนื่องจากราคาเป็นแรงจูงใจจึงทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เลี้ยงกันอย่างต่อเนื่อง
เกษตรกรให้ความสำคัญต่อการเลี้ยงตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม
พื้นที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามกระจายในทุกอำเภอ ยกเว้น
อำเภอพุทธมณฑล พื้นที่เลี้ยงกันมากได้แก่ อำเภอกำแพงแสน
บางเลน เมือง ดอนตูม และอำเภอสามพราน โดยในปี
2546 มีพื้นที่เลี้ยงประมาณ 29,158 ไร่ ผลผลิต
20,411 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,265 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่เลี้ยงกับปี 2545 มีพื้นที่เพิ่มขึ้นร้อยละ
47.9 หรือประมาณ 13,982 ไร่ นอกจากนี้สัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรเริ่มเลี้ยงกันมากและทำรายได้ให้กับจังหวัด
คือ กุ้งขาว มีพื้นที่
เพาะเลี้ยงประมาณ 7,862 ไร่ ผลผลิต 23,587 ตัน
คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,830 ล้านบาท
:: กลับสู่ด้านบน ::
|